พาสต้า

พาสต้า (Pasta) เป็นเมนูอาหารยอดนิยมและเป็นเมนูประจำประเทศอิตาลี พาสต้าประกอบด้วยเส้นที่ทำจากแป้งหรือเป็นลักษณะอื่นที่จากแป้งเช่นกันอย่าง มักกาโรนี, สปาเกตตี, ลิงกวีเน เป็นต้น พาสต้า เป็นเมนูอาหารที่มีความพิถีพิถันในการทำอย่างมาก โดยเฉพาะน้ำราดที่ต้องอาศัยการปรุงรสที่กลมกล่อมและมีความอร่อย ในอิตาลีจะมีร้านอาหารที่ต้องมีเมนูพาสต้าอยู่ในเมนูเกือบทุกร้าน พาสต้าจะมีการทำโดยใช้เส้นที่ทำจากแป้ง ลวกจนสุกและนิ่ม จากนั้นนำใส่จานและราดด้วยซอส ซึ่งซอสนั้นมีส่วนประกอบอย่างเช่น น้ำมันมะกอก, ผัก, เครื่องเทศ และเนย มาใช้เป็นน้ำราดเส้นต่างๆ พาสต้าเป็นเมนูที่ให้พลังงานอย่างดีมากและน้ำราดที่มีรสชาติออกข้นจืดและเค็มนิดหน่อยเสิร์ฟตอนร้อนๆจะช่วยให้ร่างกายอบอุ่นในช่วงฤดูหนาว เมนูพลาสต้าจึงเป็นเมนูหลักของอิตาลี หลังจากนั้นเมนูพาสต้าก็แพร่หลายออกไปจากพื้นที่ต่างๆทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยก็มีเมนูพาสต้าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของเมนูอาหาร

เมนูพาสต้าในไทยนั้นจะมีทั้งรสชาติดั้งเดิมซึ่งทำเพื่อให้เข้ากับรสชาติของชาวต่างชาติด้วย ในไทยมีการนำเมนูพาสต้ามาประยุกต์ใหม่เพื่อให้เข้ากับรสชาติของคนไทยมากขึ้นอย่างเช่น น้ำราดที่ใช้การปรุงแบบต้มยำเพื่อตัดรสชาติเลี่ยนๆออกไป นอกจากนี้ยังมีการทำในรูปแบบของรสชาติผัดขี้เมาทะเล เพื่อให้เข้ากับรสชาติมากขึ้นด้วย นอกจากเมนูดังกล่าวแล้ว พาสต้าที่นำมาทำยังสามารถใช้ได้กับซอสมะเขือเทศซึ่งมีความอร่อยลงตัวอย่างมากนับว่าเป็นอีกเมนูหนึ่งที่นิยมในหมู่คนไทยเช่นเดียวกัน

สตูเนื้อ

สตูหรือ ซุปข้น เป็นอาหารประเภทเนื้อตุ๋น โดยใช้เนื้อสัตว์ต่างได้หลายชนิด แม้กระทั่งนก ซึ่งซุปข้น คืออาหารที่ทำมาจากเนื้อสัตว์ ผัก ส่วนมากจะใช้แคร์รอตและมันฝรั่งน้ำสต็อก น้ำผลไม้ และน้ำ แต่บางซุปก็มีการเติมเนย ไข่ ข้าว และแป้ง จะเสิร์ฟในอุณหภูมิที่ร้อน โดยซุปจะแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ ซุปใสและซุปข้น ทั้งหมดนี้มีจุดกำเนิดมาจากยุโรปประเทศเมืองหนาวได้รับอิทธิพลอาหารประเภทนี้เป็นจำนวนมากเพราะเป็นอาหารแก้หนาวเสิร์ฟกันแบบร้อนๆถ้าเปรียบกับอาหารบ้านเราก็น่าจะเป็นข้าวต้มหรือพวกแกงจืดประมาณนี้ ส่วนสตูก็เหมือนต้มเนื้อเปื่อยจนกลายเป็นเนื้อเดียวกันประมาณนี้เป็นอาหารที่ไม่จำเป็นต้องปรุงรสเพิ่มมากเพราะมีรสชาติดีเป็นธรรมชาติอยู่แล้ว ปัจจุบันมีการเพิ่มเครื่องเทศและปรุงรสชาติมากขึ้น เช่น สตูเนื้อ ซึ่งใช้เวลาทำแค่ 30นาที ส่วนประกอบ เนื้อ   มะเขือเทศเร้ดฮันนี่ฝานครึ่ง 6 ลูก หอมหัวใหญ่หั่นลูกเต๋า 2 หัว  เมล็ดถั่วลันเตาต้ม 1.2 ขีด  มันฝรั่งหั่นลูกเต๋า 2 หัว พริกไทยเม็ดตำ 10 เม็ด เนย 2 ช้อนโต๊ะ  ซอสมะเขือเทศ 5 ช้อนโต๊ะ  ซอสปรุงรส 2 ช้อนโต๊ะ  เกลือ 1 ช้อนชา  ฟิลเลย์ ผักสลัดนิดหนึ่ง ใบหยักๆ 1 ต้น

วิธีทำ  ใส่เนยลงในหม้อที่ตั้งไฟ คนจนละลาย ตามด้วยหอมหัวใหญ่สับและพริกไทยเม็ดดำ ผัดจนกลิ่นหอมขึ้นจมูก  ใส่ซอสมะเขือเทศ ซอสปรุงรส เกลือ คนให้เช้ากัน  นำเนื้อลงไปผัดขลุกขลิก แล้ว เติมน้ำเปล่าพอท่วม  เคี่ยวลัก 20 นาที ให้สังเกตเนื้อ ถ้าเริ่มเปื่อยจึงใส่มะเขือเทศ หอมหัวใหญ่ มันฝรั่ง และเมล็ดถั่วลันเตา แล้วเคี่ยวต่ออีก ประมาณ 15 นาที  จัดเนื้อใส่จานให้สวยงาม พร้อมมันฝรั่ง มะเขือเทศ เมล็ดถั่วลันตา ตกแต่งด้วยฟิลเลย์

เพนเน่อบชีส

เพนเน่ เป็นอาหารของชาวตะวันตกที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก เมนูพาสต้าข้อปล้องที่มีความโดดเด่นตรงการตัด ที่ตัดเฉียงดูไม่ธรรมดา คำว่า เพนเน่ แปลว่า ขนนก หรือ ปากกาขนนก มีสองชนิดคือ penne lisce ซึ่งเป็นแบบโล้นๆเนียนๆไม่มีลวดลาย ส่วน penne rigate จะ มีการสลักเสลาเป็นรอยยาวตลอดเส้นทำให้อุ้มซอสชุ่มฉ่ำได้เป็นอย่างดี แต่ไม่ว่าจะเป็นชนิดใด หัวใจสำคัญในการปรุง เพนเน่ คือต้องไม่ให้นุ่มหรือแข็งจนเกินไป ซอสยอดนิยมคือ เพสโตซอส ซึ่งทำจากสมุนไพรพวกโหระพา สะระแหน่ และ ซอสมะเขือเทศแบบอิตาเลียน ซึ่งการนำไปทำเป็นอาหารก็มีอยู่หลายแบบแต่ที่ง่ายๆเลยก็คงจะเป็น เพนเน่ผัดอบชีสส่วนผสมและสัดส่วน เส้นพาสต้า เพนเน่เนื้อไก่ หอมใหญ่สับ พริกหวานสีเขียวหั่นเต๋าเล็กซอสมะเขือเทศ เนยสด ซอสปรุงรส ชีสแผ่น เกลือป่น

วิธีปรุง  ต้มเส้นเพนเน่ในน้ำที่ใส่เกลือแล้วเล็กน้อย ต้มให้เส้นพอสุก อย่าให้เละ เพราะต้องนำไปผัดอีกใส่เนยลงกระทะ ผัดกับหอมใหญ่สับ ตามด้วยเนื้อไก่ลงไปผัดด้วยใส่พริกหวานลงไป เติมซอสมะเขือเทศ ซอสปรุงรส ผัดให้เข้ากันนำเส้นเพนเน่ใส่ลงไปคลุกเคล้าเข้าด้วยกันตักใส่จานที่นำเข้าอบไมโครเวฟได้ วางชีสแผ่นไว้ด้านบนนำเข้าไปอบในไมโครเวฟ ประมาณ 1 นาที ก็สามารถรับประทานกันได้แบบง่ายๆ นอกจากนี้ เพนเน่ยังสามารถนำไปทำอาหารได้อีกหลายอย่างในปัจจุบันก็เริ่มนำไปเป็นส่วนผสมในอาหารไทยกลายเป็นอาหารร่วมสมัยขึ้นมาอีกตั้งหลายเมนู

สลัดกุ้ง

สลัดเป็นอาหารที่ประกอบด้วยอาหารดิบหรือสุกผสมกับซอสและเสิร์ฟเย็นแทบทุกครั้ง สลัดอาจมีอาหารเป็นหลักได้หลายอย่าง รวมถึงผัก ผลไม้ และเนื้อสุก ไข่และธัญพืช สลัดสวน ใช้ผักใบเขียวเป็นหลัก ซึ่งพบทั่วไปจนคำว่า สลัด มักหมายถึงสลัดสวนโดยเจาะจง สลัดประเภทอื่นมีสลัดถั่ว สลัดทูนา สลัดกรีกและสลัดโซเมน  เอาใจคนรักสุขภาพกับเมนูสลัดที่สามารถทำรับประทานที่บ้านได้ กับผักสลัดนานาชนิด เรียงรายพร้อม เห็ดออรินจิ ฟักทองย่าง และกุ้งย่างหอม ๆ จากเตา แล้วราดด้วยน้ำสลัดน้ำใส รสชาติอร่อยล้ำเลิศทุกคำที่ได้รับประทานส่วนผสมกุ้งขาว น้ำมันมะกอก เกลือป่น ฟักทองหั่นชิ้นเห็ดออรินจิหั่นชิ้นบาง ๆน้ำมันมะกอก ผักสลัดตามชอบ  มะเขือเทศราชินีผ่าครึ่ง

วิธีทำตั้งกระทะเทฟลอนให้ร้อน นำเห็ดออรินจิ และฟักทอง คลุกกับน้ำมันมะกอกให้พอ นำลงย่างให้สุก       ตักขึ้น พักไว้คลุกกุ้งกับเกลือป่นและน้ำมันมะกอก นำลงย่างให้สุกทั้งสองด้าน นำผักสลัดจัดใส่จาน เรียงเห็ดออรินจิย่าง ฟักทองย่าง ตามด้วยมะเขือเทศราชินี และกุ้งย่าง ให้สวยงาม  พร้อมกับน้ำสลัดที่เตรียมไว้   ส่วนผสมน้ำสลัดน้ำใสน้ำมันมะกอกพริกไทยดำบดหยาบ พาร์สเลย์สับละเอียดเกลือป่นน้ำมะนาว มัสตาร์ด   ใส่น้ำมันมะกอก น้ำมะนาว เกลือป่น พาร์สเลย์สับ มัสตาร์ด และพริกไทยดำลงในภาชนะ ใช้ตะกร้อมือตีให้เข้ากัน พักไว้ เวลารับประทานก็นำผักกับน้ำสลัดมาคลุกเคล้าให้เข้ากันแล้วนำกุ้งย่างมาวางจัดจานให้สวยงาม

แฮมเบอร์เกอร์

แฮมเบอร์เกอร์ เป็นอาหารอันโอชะของผู้คนมากมายซึ่งที่แท้แล้วกลับไม่รู้ว่าตัวเองโง่โดนหลอกไปกินด้วยการถ่ายภาพโฆษณาที่ยั่วยวนให้น้ำลายสอ จริงๆแล้วเป็นอาหารขยะของทางยุโรป ร้านแฮมเบอร์เกอร์ที่พบในประเทศไทยจะมีร้านเด่นๆอยู่ไม่กี่ร้าน คือ แมคโดนัลด์ เบอร์เกอร์คิงลี่ แฮมเบอร์เกอร์ เป็นอาหารที่เกิดจากความมักง่ายของชาวอเมริกาที่นึกพิเรนท์ยัดเนื้อควายไปในขนมปัง 2 แผ่นที่ประกบกัน แล้วเกิดติดใจในรสชาติ แฮมเบอร์เกอร์ ตามประวัติศาตร์แต่ละเรื่องอาจแตกต่างกันไปซึ่งไม่สามารถยืนยันได้ว่าเกิดมาอย่างไร ตามตำนานที่เราได้ยินกันบ่อยๆคือ ชาวไร่อเมริกาที่มีรายได้เพียงนิดหน่อยกระจ้อยร่อย เกิดอดอยากเนื่องจากน้ำท่วมทำให้การเกษตรเสียหาย เกิดคลุ้มคลั่งขึ้นมา เขานำควายที่เขาใช้ไถนาที่ไร่ของเขามาแล่เนื้อตอนเป็นๆทำให้ควายดิ้นพราดๆเหมือนหมาโดนน้ำร้อนลวก ควายที่ถึงขั้นหนังหนาหน้าด้านกบาลแข็ง ยังดับ เขาได้นำเนื้อนี้มาลองกินเปล่าๆประกฏว่ามันไร้ความอร่อย จึงได้ลองนำไปย่างกินจึงพบว่า เนื้อควายกินได้ วันต่อมาเขาตื่นขึ้นในเวลา 6.00 น. แล้วไปหาอาหารกินเป็นมื้อเช้า เขาพบว่ามีขนมปังกับกับเนื้อควายเท่านั้น จึงลองนำเนื้อควายไปย่างแล้วสอดใช้ขนมปัง 2 แผ่นประกบเข้า เมื่อเขาได้ลองชิมเขาจึงกินอย่างเอร็ดอร่อยพอเวลาประมาณ 9.32 น. เพื่อนบ้านเขามาหา เขาจึงได้ยัดเยียด แฮมเบอร์เกอร์ ให้เขากิน เมื่อเพื่อนบ้านคนนั้นกินก็ว่าอร่อยหลังจากนั้นก็เริ่มมีคนรู้จักมากขึ้นที่กล่าวมานี้เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของประวัติ แฮมเบอร์เกอร์ เท่านั้น การที่เรียกกันว่า แฮมเบอร์เกอร์ เป็นเพราะว่า ชาวไร่คนนั้นฟังเพี้ยนจึงได้ยินว่า แฮมเบอร์เกอร์